กันยายน 24, 2021 9:25 pm

[รีวิว] Snow Flower – ชีวิตที่สั้น นั้นมีแค่เรา หญิงสาวผู้ป่วยเป็นโรคร้าย

[รีวิว] Snow Flower - ชีวิตที่สั้น นั้นมีแค่เรา

[รีวิว] Snow Flower – ชีวิตที่สั้นนั้นมีแค่เรา  หนังที่สร้างจากแรงบันดาลใจในเพลงของ มิกะ นากาชิมะ “Yuki no Hana” เรื่องราวของหญิงสาวที่ร่างกายอ่อนแอและได้ทราบข่าวร้ายเข้าไปอีกเมื่อตัวเองจะมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ 12 เดือนเท่านั้น ความใฝ่ฝันของเธอคือการอยากไปเห็นแสงเหนือสักครั้งในชีวิตก่อนตาย เธอจึงใช้เงินทั้งหมดทำข้อตกลงกับผู้ชายคนหนึ่งเพื่อให้เป็นแฟนของเธอ และพาเธอไปดูแสงเหนือด้วยกัน

พล็อตดูจะต้องเศร้าดราม่าบ่อน้ำตาแตก ไม่ก็ซึ้งโรแมนติคฟินจิกหมอนสุดๆ แต่ผลปรากฏว่าหนังมันไม่สุดสักทางเลย ไม่อินกับอะไรของหนังเรื่องนี้เลย โดยเฉพาะครึ่งหลังของหนังที่ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล และขัดใจในหลายๆ อย่าง ไม่ลึกซึ้ง ไม่อิน ไม่กินใจ ดูจบไปก็จบเท่านั้นจริงๆ

จริงๆ หนังดำเนินเรื่องช่วงแรกได้ดีเลยแหละ ทำให้เรายิ้มได้เล็กๆ ให้เราได้เห็นถึงความน่ารักกระหนุงกระหนิงกุ๊กกิ๊กกันของคู่พระ-นาง ที่ดูเพลินและสนุกอยู่บ้าง แต่ปัญหามันเกิดขึ้นกับช่วงหลังของหนังนี้สิ หลังจากที่ทั้งคู่ตกลงจะไปฟินแลนด์กัน หนังมีหลายฉากที่เหมือนจะขยี้อารมณ์คนดู แต่ก็ปล่อยทิ้งไว้ดื้อๆ เหตุการณ์ในช่วงครึ่งหลังแต่ละอย่างดูไม่สมเหตุสมผล และน่าหงุดหงิดชะมัด ทำให้ช่วงครึ่งหลังของหนังน่าเบื่อไปซะงั้น จึงส่งผลให้ตอนจบไม่น่าจดจำ ไม่ซึ้ง ไม่ดราม่า ไม่กินใจ ไม่อะไรเลย ได้แต่ร้อง “อ้าวจบละหรอ” และที่น่าเสียดายกว่านั้นคือหนังอุตส่าไปถ่ายที่ฟินแลนด์ทั้งที กลับได้เห็นบ้านเมือง และความสวยงามของประเทศฟินแลนด์ได้น้อยมาก น้อยมากจริงๆ แม้กระทั่งฉากจบที่ควรจะอีปิค แล้วสวยงามจนต้องร้องว้าว โดยปกติถ้าหนังไปถ่ายทำต่างประเทศ มันจะส่งผลถึงคนดูให้อยากไป และรู้สึกว้าวกับความสวยงามในประเทศเหล่านั้น แต่เรื่องนี้กลับให้ความรู้สึกแบบนั้นไม่ได้

บทพูดในเรื่องนี้ก็ดูแปลกๆ โดยเฉพาะพระเอกอย่าง ยูสุเกะ ที่รับบทโดย ฮิโรโอมิ โทซากะ ที่นอกจากจะหน้าตาหล่อสาวกรี๊ดแล้วก็ไม่มีอะไรเลย มันจะมีประโยคเท่ๆ เหมือนตัวละครในหนังสือนิยาย หรือหนังสือการ์ตูน แบบประมาณ “ใช้เสียงของเธอสิ!” มันน่ากินใจตรงไหน มันเท่ตรงไหน มันดูตลกมากกว่า บวกกับคาแรคเตอร์ของพระเอก ที่ดูขี้เก๊กตลอดเวลา จนเรารู้สึกว่า ทำไมต้องเก๊กตลอดเวลาด้วย จริงๆ อาจจะเป็นเพราะบทกับหน้าที่ที่เขาได้รับมาเป็นแบบนั้น แต่เราก็รู้สึกว่ามันเกินไปซะหน่อย มันดูไม่ธรรมชาติ และซีนอารมณ์ต่างๆ เขาก็แสดงออกมาได้ไม่ดีและแข็งมาก

หนังมีจังหวะเงียบหลายจังหวะมาก เงียบแบบเงียบกริบเลย จะกินป๊อปคอร์นก็เกรงใจ ในส่วนนั้นเราชอบนะ เป็นการทิ้งอารมณ์ให้ตัวละคร ให้คนดูได้คิด ได้รู้สึก กับซีนอารมณ์เหล่านั้น ซึ่งส่วนนี้เราชอบนะ ทำออกมาได้ดีเลยแหละ ไม่ต้องใช้เพลงขยี้ แต่ก็รู้สึกตามได้ไม่ยาก

ความดีงามที่สุดของเรื่องนี้ต้องยกให้กับนางเอกของเรื่องอย่าง มิยูกิ ที่รับบทโดย อายามิ นากะโจ คือถ้าไม่มีเธอต้องบอกเลยว่ามันต้องแย่กว่านี้แน่ๆ ไม่ว่าเธอจะถอดแว่น ใส่แว่น เธอก็น่ารัก และสดใสมากกกกก เปล่งประกายมากกกกก คือแค่มองหน้าเธอเฉยๆ ก็ยิ้มได้แล้ว ไม่ใช่แต่ผู้ชาย เราว่าผู้หญิงหลายๆ คนก็ต้องยิ้มและชอบในความน่ารักสดใสของตัวละครนี้แน่นอน เธอออกมาฉากไหน และยิ้มเมื่อไหร่ เป็นสะกดคนดูอยู่หมัดจริงๆ นอกเหนือจากความน่ารักสุดๆ ของเธอแล้ว การแสดงยังทำได้ดีด้วย เธอแสดงอารมณ์ผ่านทางสีหน้าได้ดีมากๆ ไม่ว่าจะสุขหรือเศร้า มันทำให้เราเชื่อได้อย่างสนิทใจเลยทีเดียว เธอคือคนที่ทำให้หนังเรื่องนี้กลมกล่อม และสร้างรอยยิ้มให้กับคนดู ต้องบอกเลยว่าเธอเป็นคนแบกหนังเรื่องนี้ไว้จริงๆ

อีกอย่างที่ไม่พูดถึงเลยไม่ได้คือ เพลง ที่ถึงแม้จะบอกไปก่อนสองย่อหน้านี้ว่าส่วนมากหนังจะเงียบ แต่เมื่อใดที่มีเพลงหรือดนตรีเข้ามา มันดันเข้ามาถูกจังหวะมากกกกก แถมยังเข้ากับอารมณ์ในฉากนั้นๆ ของหนังด้วย และเพลงแต่ละเพลงนี่เพราะมากจริงๆ พอได้ยินเพลง Yuki no Hana ในหนัง นี่ยิ่งชวนเคลิ้มเข้าไปอีก

สรุปแล้ว Snow Flower เป็นหนังญี่ปุ่นที่ไปไม่สุดสักทาง และน่าเสียดายกับฉากในประเทศฟินแลนด์ แต่ยังมีดีที่นักแสดงทางด้านนางเอกที่ช่วยแบกหนังเรื่องนี้ไว้ สำหรับใครที่คาดหวังจะเข้าไปบ่อน้ำตาแตกคงต้องผิดหวังสักหน่อย เพราะหนังมันก็ไม่ได้ดราม่าขนาดนั้น ถ้าใครไม่รู้สัปดาห์นี้จะดูอะไร ถ้าดู Shazam! ไปแล้ว หนังเรื่องนี้ก็ไม่เลวนะ ไม่ถึงกับดีมาก แต่ก็ไม่ถึงกับเสียดายเงินที่เสียไปจ้าาา (แต่ถ้าใครหวีดน้อง อายามิ ก็คงนั่งยิ้มเพลินแน่ๆ ไม่ผิดหวังแน่นอน) ที่มา  

 

 

Comments (0)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *