กันยายน 28, 2021 9:36 pm

รีวิวหนัง The Dark Tower – หอคอยทมิฬ พระเอกของเรื่อง ที่มีอายุราว 200 ปี

เรื่องย่อหนัง หนัง The Dark Tower หรือชื่อไทยว่า หอคอยทมิฬ ไอดริส เอลบา รับบทเป็นโรแลนด์ เดสเชน หรือ สิงห์ปืนไว (The Gunslinger) พระเอกของเรื่อง ที่มีอายุราว 200 ปี ซึ่งออกเดินทางตามหาหอคอยผ่านประตูมิติต่างๆ และมีแมทธิว แมคคอนนาเฮย์ รับบทเป็นบุรุษชุดดำตัวร้ายของเรื่อง ทั้งสองมาจากต่างโลกกัน และต้องมาแย่งชิงเด็กน้อยจากโลกที่เราอยู่ชื่อ เจค แชมเบอร์ (ทอม เทย์เลอร์) ที่มีความสามารถพิเศษในการ “ส่องแสง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งโรแลนด์กับบุรุษชุดดำต้องการ โดยโรแลนด์ต้องการใช้มันพิทักษ์หอคอยเพื่อให้เขาได้เดินทางข้ามมิติได้ ส่วนบุรุษชุดดำต้องการใช้มันทำลายหอคอย

รีวิวหนัง The Dark Tower - หอคอยทมิฬ พระเอกของเรื่อง ที่มีอายุราว 200 ปี

The Dark Tower อีกหนึ่งความน่าผิดหวังจากปลายปากกา สตีเฟ่น คิง

สตีเฟ่น คิง ถือเป็นเจ้าของ ผลงานนิยายแนวสยองขวัญ ระทึกขวัญหลาย ๆ เรื่อง ที่ถูกหยิบเอามาทำเป็นภาพยนตร์ต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Carrie, Salem’s Lot, It, 1408, The Mist และอีกมากมาย ซึ่งในยุคหลัง ๆ ช่วงที่ฮอลลีวูดเน้นทำภาพยนตร์ภาคต่อ รีเมคจากผลงานสุดคลาสสิก
ผลงานของลุงสตีเฟ่น คิง ก็ถูกนำกลับมาปัดฝุ่นใหม่เป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็น Carrie 2013 ซึ่งอันนี้โดยรวมยังโอเคให้ความบันเทิงได้ แต่ถ้าเน้นความสยองแบบเวอร์ชั่นต้นฉบับนั้นยังเทียบไม่ได้

จนมาถึงปีนี้เป็นคราวของ  และ it ที่เป็นการรีเมคอีกครั้งของฮอลีวูด (ในส่วนของ It นั้นจะกลับมาเขียนอีกทีเมื่อหนังฉายนะครับ)

เป็นหนังซื้อที่สตีเฟ่น คิงเขียนและได้รับความนิยมจนมีภาคต่อหลายเล่มมากเลยก็ว่าได้ เป็นที่น่าจับตาเป็นอย่างมากเมื่อถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ พร้อมกับดาราชั้นนำของยุคนี้

ไม่ว่าจะเป็น อิดริส เอลบา และ แมทธิว แม็คคอนาเฮย์ (ที่รายหลังนี้ตัดสินใจเล่น  ทันทีที่เห็นบทภาพยนตร์ และปฏิเสธที่จะรับบท อีโก้ พ่อของสตาร์ลอร์ดใน Guardians of the Galaxy Vol.2 ทิ้งไปง่าย ๆ เลยก็ว่าได้)

ส่วนตัวผมตื่นเต้นที่จะได้ดูผลงานจากปลายปากกาของลุงสตีเฟ่นคิงอีกครั้ง แต่แล้วหลังจากได้ชมจบ ต้องบอกเลยว่า ถ้าไม่มีคำโปรยว่าดัดแปลงจากผลงานสตีเฟ่น คิง

หนังมันจะดูดีขึ้นมาอีกระดับเลยทีเดียว แต่เมื่อเป็นการจั่วหัวว่าดัดแปลงจากผลงานของลุงสตีเฟ่นแล้ว ทำไมตัวหนังมันถึงง่ายและธรรมดาถึงเพียงนี้!

เรื่องราวว่าด้วยจักรวาลถือกำเนิด และมีการแบ่งมิติหลายมิติ โดยที่มีหอคอยดำเป็นแกนกลางเพื่อรักษาสมดุลของแต่ละมิติ ไม่ให้ปีศาจจากมิติมืดเข้ากลืนกลินสิ่งมีชีวิตจากโลกต่าง ๆ ได้ ยอมรับว่าพลอตคร่าว ๆ และช่วงต้นเรื่องนั้นมีความน่าสนใจและทำฉากออกมาดีมาก น่าติดตาม แต่จนแล้วจนรอด เมื่อเด็กหนุ่มผู้ถูกเลือกให้มีพลังพิเศษ ที่สามารถทำลายหอคอยลงได้ ได้ถูกส่งไปยังมิติอื่น ตอนนั้นเองตัวหนังก็กลายเป็นหนังวิ่ง ๆ หนี ๆ ไล่ล่า ๆ แล้วก็วนลูปไปมาจนทั้งเรื่อง เหมือนการย่ำอยู่กับที่ พร้อมฉายฉากการที่ตัวร้ายพยายามที่จะทำลายหอคอยลงไปให้ได้ ทุก ๆ 10-15 นาทีของเรื่องนั้น ทำให้ฉากที่เคยชอบช่วงต้นเรื่องกลายเป็นรำคาญ และคิดว่าเมื่อไหร่หนังมันจะจบซะที

อีกใจนึงของผม ก็คิดว่ามันน่าจะมีอะไรมาเซอร์ไพร์สให้ตื่นเต้นช่วงท้ายอีกมั้ย เพราะเป็นสไตล์การเขียนของลุงสตีเฟ่นอยู่แล้ว ที่ชอบน็อคคนอ่าน หรือคนดูตอนจบแบบที่เคยทำ

คนดูเหมือนโดนตบหน้ากลางสี่แยกมาแล้ว หลังจากดู The mist จบ แต่สำหรับ นั้นไม่มีอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น ที่ทำให้เราประทับใจกับช่วงที่ควรจะเป็นฉากที่พีคสุด เป็นไฮไลท์ของเรื่องได้

และไม่แปลกใจเลยที่คะแนนรีวิวจากเมืองนอกต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก ส่วนตัวถ้าให้ผมแนะนำหนังให้คนอื่น ๆ ไปดูช่วงนี้ ผมขอแนะนำให้ไปชม Cars 3 หรือไม่ก็ Annabelle 2 จะดีซะกว่าอีกครับ ที่มา 

Comments (0)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *