กันยายน 26, 2021 1:43 am

รีวิวหนัง PROMISING YOUNG WOMAN สาวซ่าส์ล่าบัญชีแค้น

รีวิวหนัง PROMISING YOUNG WOMAN  สาวซ่าส์ล่าบัญชีแค้น

PROMISING YOUNG WOMAN เข้าชิงออสการ์ 5 สาขา ได้แก่ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม , นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม, กำกับยอดเยี่ยม, บทดั้งเดิมยอดเยี่ยม, และตัดต่อยอดเยี่ยม

เรื่องย่อ: แคสแซนดรา (แครีย์ มัลลิแกน) สาวร้านขายขนมผู้มี งานอดิเรก คือการออกเที่ยวกลางคืนและแกล้งเมาเพื่อล่อลวงผู้ชายที่หวังดีประสงค์ร้ายต่อร่างกายของสาว ๆ ที่ไร้สติไปแก้แค้นเมื่ออยู่เพียงตามลำพัง การแก้แค้นของเธอดำเนินต่อไปโดยซ่อนปมในอดีตสมัยที่เธอยังเป็นนักเรียนแพทย์เอาไว้ จนกระทั่งเธอได้พบ ไรอัน (โบ เบิร์นแฮม) เพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียน ที่นำพาทั้งความโรแมนติก และการระลึกถึงบาดแผลในอดีตกลับมาให้ชัดเจนอีกครั้ง การแก้แค้นมากชั้นเชิงนี้จะจบอย่างไร? ความรักจะเปลี่ยนเธอให้รู้จักการอภัยได้หรือไม่? ต้องติดตาม

หนังเล่าเรื่องของ Cassandra หรือ Cassie (Carey Mulligan ผู้เข้าชิงออสการ์จาก An Education) ที่ยังไม่สามารถ move on จากการสูญเสียเพื่อนรักอย่าง Nina ไป เธอลาออกจากคณะแพทย์และมาทำงานเป็นลูกจ้างร้านกาแฟ แต่ในบางราตรี เธอก็แปลงร่างเป็นสาวแซ่บแกล้งเมา รอตะครุบเหยื่อสุภาพบุรุษที่หวังดีแต่ฉวยโอกาสลวนลามและข่มขืนผู้หญิงที่เมาไม่ได้สติในผับบาร์อย่างเธอ

วันหนึ่ง Cassie ได้เจอกับ คุณหมอ Ryan (Bo Burnham จาก The Big Sick) เพื่อนร่วมชั้น สมัยเรียนแพทย์ ทำให้เธอได้ทราบข่าวคราวของเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ ที่เคยทำลายชีวิตของ Nina ว่า คนเหล่านั้นกำลังมีชีวิตที่ดี ทั้งชีวิตครอบครัวและฐานะหน้าที่การงาน เธอจึงเริ่มปฏิบัติการล้างแค้นคนเหล่านั้นเป็นรายคน ตั้งแต่ Al Monroe (Chris Lowell จาก The Help) ผู้ที่ทำลายชีวิต Nina โดยตรง, ​Madison (Alison Brie จาก The Post) เพื่อนสาวผู้ ignorant, คณบดีที่เข้าข้าง Al เพิ่งเพราะเขาเป็นนักศึกษาชายอนาคตไกล, ผู้พิพากษา (?) ผู้ตัดสินให้ Al ได้รอดพ้นผิด ฯลฯ

หนังค่อย ๆ แง้ม เรื่องราวในอดีตออกมาทีละเปลาะ ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ Nina โดยไม่ต้องใช้ ภาพแฟลชแบ็ก ถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นเลยแม้แต่น้อย คนดูก็ สามารถปะติดปะต่อเรื่อง ได้เอง ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จินตนาการยากอะไร เพราะทุกวันนี้เราต่างคุ้นเคยกับ male privilege, patriarchy (สังคมชายเป็นใหญ่), victim blaming, rape culture, จนไปถึง ความอยุติธรรมของศาล หรือ กฎหมาย กันอยู่แล้ว เช่น ผู้หญิงแต่งตัวโป๊บ้างล่ะ ผู้หญิงปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้เมาในที่อโคจรเองบ้างล่ะ ฯลฯ ใช่… นี่คือหนัง feminist เรื่องหนึ่งในยุค #MeToo และ Time’s Up movements

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนที่กระทำผิดกลัวที่จะได้รับผลกรรม กลัวหมดอนาคต กลัวชีวิตพัง แต่ไม่สนว่าตัวเองได้พังชีวิตคนอื่นไปแล้วเท่าไหร่… เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สังคมก็ยังเข้าข้างคนทำผิด ช่วยปิดบังความผิด และไม่ลงโทษคนผิดอย่างที่ควรจะเป็น เพียงเพราะคิดว่าชีวิตหรืออนาคตของจำเลยยังมีค่า ทั้งที่ทุกคนเกิดมาควรมีค่าเท่ากัน ใช่… มันไม่แฟร์ และมันก็เป็นเรื่องน่ากลัวที่เราไม่รู้เลยว่าผู้ชายที่เพียบพร้อมทั้งรูปร่างหน้าตา การศึกษา สถานะทางสังคม และภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูดี ดูเหมือนจะ “nice” นั้น เนื้อแท้ของเขาจะเป็นอย่างไร หรือ nice guy ของเราอาจจะเคยเป็น monster ของคนอื่นมาก่อนก็ได้

ทุกคนเคยทำผิดพลาด อาจจะเพราะตอนนั้นยังเด็กจึงไม่คิดหน้าคิดหลัง อาจเพราะความคึกคะนอง อาจเพราะความมัวเมาไม่ได้สติ หรือจะเพราะอะไรก็ตามแต่ แต่ที่สำคัญ คนที่ทำผิดต้องรู้สึกสำนึกผิด รับผิดชอบ และยอมรับในผลกรรมและบทลงโทษในสิ่งที่ทำผิดทำพลาดนั้น ไม่ใช่ว่ายังใช้ชีวิตปัจจุบันอย่างปกติสุขได้โดยที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการกระทำของตนเองในอดีตเลยแม้แต่น้อย

อย่างในเรื่องนี้เอง Cassandra ก็ไม่ได้แค้นฝังหุ่นถึงขนาดจะต้องฆ่าแกงคนเหล่านั้นให้ตายตามกันไป หรือต้องลงโทษโดยการทำลายชีวิตของพวกเขาให้พังครืนอะไรขนาดนั้น สิ่งที่เธอต้องการก็คือความแฟร์ คำขอโทษ และความสำนึกผิดจากใจจริง ถ้าพวกเขารู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ เธอก็พร้อมจะให้อภัย เพราะเธอก็เชื่อเช่นกันว่า ทุกคนผิดพลาดกันได้ เปลี่ยนแปลงกันได้ หรืออาจมีเหตุผลของตัวเอง ซึ่งตรงนี้ เราคิดว่าเป็นพอยต์ที่ดี เพราะในสังคมสมัยนี้ เรามักจะเจอแต่การเหยียบซ้ำ การไม่ให้โอกาส และการทำลายอย่างไม่รู้จบ

แต่หากจะชื่นชมการแสดงในเรื่องนี้แล้ว อย่างไรเสียก็ต้องยอมรับว่า แครีย์ มัลลิแกน คือคนที่โดดเด่นในหนังที่สุด แม้ว่าบทหนังจะไม่ได้อำนวยให้เธอได้โชว์เทคนิคมากมายนักในบางช่วงเวลา แต่เมื่อหนังต้องการความลึกในการแสดง เธอก็สามารถเฉิดฉายและทำให้เราจดจำเธอในฉากนั้นได้อย่างไม่พลาดสักนาที ไม่ว่าจะการใช้สายตานิ่ง ๆ จ้องใส่เหยื่อหนุ่มที่หลงกลติดกับอยู่กับเธอสองต่อสอง จนผู้ชมเองยังต้องหงอตาม หรือช่วงที่เผยปมดราม่าในใจอันซับซ้อนของเธอที่บางครั้งขัดแย้งกันเองระหว่างการล้างแค้นหรือการให้อภัย ตลอดจนบรรดาสายตาผิดหวังในมนุษย์ที่ภายนอกดูเป็นคนดีเสียเหลือเกิน แต่ภายในกลับช่างเหม็นเน่า ทำให้หนังเป็นมากกว่าหนังล้างแค้นไปมากทีเดียว

และถ้าว่าไปมัลลิแกนมองการแสดงหลายเฉดในหนังเรื่องเดียวได้น่าทึ่งมาก ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นหญิงใสซื่อที่ตกหลุมรักหรือหญิงโรคจิตที่หมกมุ่นกับการล้างแค้น เธอทำให้เราเชื่อได้หมดแม้จะเป็นฉากที่อยู่ถัดกันเลยก็ตาม

สิ่งที่สุดท้ายที่คงต้องขอชมคือการออกแบบศิลป์ และการถ่ายภาพที่พยายามสะท้อนสัญญะบางอย่างให้เราได้ขบคิด เช่นการวางกรอบสี่เหลี่ยมไว้หลังนางเอกเพื่อให้นางเอกยื่นหน้าผ่านเส้นขอบสมมติออกไป ในฉากที่นางเอกเกิดการเปลี่ยนแปลงทลายกำแพงในใจบางอย่าง หรือการใช้ทรงผมของนางเอกเพื่อเผยปรากฏการณ์ภายในใจของตัวเอกในแต่ละช่วงเวลาของพัฒนาการในหนังก็นับว่า คิดมาถี่ถ้วนและตั้งใจไม่น้อยทีเดียว คือดูเรื่องราวของหนังก็สนุก ดูรายละเอียดการออกแบบหนังเองก็ไม่น่าเบื่อ ได้ครบทั้งการตกแต่งหน้าและไส้ในจริง ๆ

สิ่งหนึ่งที่เราชอบในหนังเรื่องนี้คือ เราไม่รู้ว่าหนังจะพาเราไปแลนด์ดิ้งหรือจบที่ตรงไหน และเล่นกับความรู้สึกของคนดูเพื่อให้เข้าใจความใจแหลกสลายของ Cassandra แต่ละคนอาจจะชอบหรือไม่ชอบในบทสรุปต่าง ๆ กัน บางทีเราเองก็อยากให้เธอ move on หรือปล่อยวางก่อนที่จะถลำลึกไปมากกว่านี้ อยากให้ใช้ชีวิตแบบปกติ แต่มาคิดอีกที ในมุมมองของเธอ ถ้าเราเป็น Cassandra มันก็คงยากที่จะใช้ชีวิตแบบปกติสุขได้ถ้ามันยังค้างคาอยู่อย่างนี้ อืม… หนังก็วัดศีลธรรมหรือเลเวล ignorance ในใจเราได้ประมาณหนึ่งเลยนะ

เราอาจจะไม่ถูกใจตอนจบเสียทั้งหมด แต่มันก็คือชีวิตของเธอ และปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือตอนจบที่ดีที่สุดแล้วสำหรับ Cassandra เอง

 

***รีวิวเพิ่มเติมนี้มีการสปอยล์เนื้อหาบางส่วน***

จากตัวอย่างและเรื่องย่อพาลให้คิดไปว่านี่ต้องเป็นหนังล้างแค้นไล่ล่า ไล่เชือด เดือด เลือดสาดอะไรแบบนั้นมันเป็นหนังล้างแค้นก็จริง แต่พอดูไปสักพักไม่ถึงครึ่งเรื่องก็รู้ว่า “โอเคเราคิดผิดละ” หนังมันหักหลังเราด้วยการใส่สัญญะต่าง ๆ เช่นซอสเปื้อนเสื้อ หรือการขีดนับแต้มของนางเอกในสมุด ก็ล้วนทำให้คิดว่าผู้ชายที่โดนนางเอกหลอกล่อมาต้องโดนฆ่าแน่ ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แบบนั้น เพราะสิ่งที่เธอทำแค่การด่า ๆ เท่านั้น มันเลยทำให้รู้สึกว่า “อะไรวะ ? แค่เนี้ย ?” และจะปูให้เหมือนนางเอกโหดเพื่ออะไรกันนะ มันไม่ได้ฉากไล่ฆ่าผู้ชายตัดช้างน้อย โรคจิต ๆ อะไรแบบนั้นเลย

ย้ำอีกครั้งว่าความจริงคือมันไม่ใช่หนังล้างแค้นแบบนั้น ในด้านการล้างแค้นบุคคลเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตก็ไม่ใช่การไปไล่ฆ่าเช่นกัน แต่มันคือการล้างแค้นแบบ…มีชั้นเชิงหน่อย ๆ

ด้วยความที่หนังมันเป็นแบบนั้นมันจึงยังเป็นการล้างแค้นที่ “ไม่สะใจ” มันค่อนข้างธรรมดาและดูจืดชืดไปเสียด้วยซ้ำ ไม่สมกับเรื่องราวในอดีตที่เลวร้ายตามคำกล่าวอ้างของนางเอกสักเท่าไหร่

หนังมีตอนจบที่ไม่คาดคิด เซอร์ไพรส์ไม่ใช่เล่น เรามักไม่ค่อยได้เห็นหนังล้างแค้นจบแบบนี้สักเท่าไหร่ มันก็มีแบบสรุปในแบบของมัน แต่มันอาจจะแค่ไม่ถูกจริตเราเท่านั้นแหละ มันน่าจะขยี้อะไรได้มากกว่านี้

และในส่วนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต หนังมันยังไม่ได้ให้ความชัดเจนกับเหตุการณ์นั้นว่าจริง ๆ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่มีฉากแฟลชแบ็ก มีเพียงคำพูดคำกล่าวของเหล่าตัวละคร และคลิปที่คนดูได้ยินแต่เสียงที่ก็ยังคงไม่ชัดเจนว่าจริง ๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น แถมเรื่องราวของ “ตัวละครนั้น” ที่เกี่ยวข้องกับนางเอก หนังก็ยังคงไม่ได้ให้ความชัดเจนมากเท่าที่ควรเกี่ยวกับชะตากรรมของตัวละคร

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้ามองกันจริง ๆ แล้ว ด้วยความเป็นคนธรรมดา ถ้าเจอเหตุการณ์แบบในหนัง เราก็คงไปควักปืนไล่ล่าฆ่าแบบ John Wick คงไม่ได้ เราก็คงทำเหมือนนางเอกในหนังแหละ เพราะมันดูจริงและเป็นไปได้กว่าหนังล้างแค้นหลาย ๆ เรื่อง

ตัวหนังยังมีฉากหลาย ๆ ฉากที่นั่งคิดไปคิดมาไม่รู้ว่าจะมีทำไม ไม่รู้ว่าจะใส่ไปเพื่ออะไร คิดออกอย่างเดียวว่าคงอยากให้หนังยาวขึ้นเท่านั้นแหละมั้ง…

ต้องบอกเลยว่าหนังเรื่องนี้มีนักแสดงอย่าง Carey Mulligan คอยแบกเอาไว้ทั้งเรื่อง แค่คนเดียวจริง ๆ เพราะนอกเหนือจากนั้นไม่ได้มีนักแสดงคนไหนที่น่าจดจำ บางคนเล่นแข็งมาก บางคนเล่นซะตลกเชียว บางคนก็เล่นใหญ่เกินเบอร์ฺ บางตัวละครก็ไม่จำเป็นต้องมีด้วยซ้ำ

 

ถึงแม้ Mulligan แสดงดีก็จริง แต่โดยส่วนตัวเรายังรู้สึกว่ามีคนที่เหมาะกับบทนี้มากกว่าเธอ ในใจเราคิดถึงนักแสดงคนนึงไม่รู้ทำไมเหมือนกัน นั่นก็คือ Margot Robbie เพราะบทบาทของตัวละครชวนให้นึกถึงจริง ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Robbie ก็รับหน้าที่อำนวยการสร้าง ภายใต้บริษัท LuckyChap Entertainment

 

ดูหนังออนไลน์  

Comments (0)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *